เ ห ล า ใ จ
วันหนึ่ง...เมื่อหลวงพ่อปิดประตูห้องปฏิบัติธรรมออกมาแล้ว เห็นผมนั่งรอท่านอยู่หน้าห้อง
ท่านได้บอกกับผมว่า ช่วงที่รอท่านก็ให้ผม
หัดเหลาใจไปด้วย
ความเข้าใจของผมในตอนนั้น การเหลาใจก็คือการนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมเหมือนที่เคยทำเป็นประจำทุกครั้ง
ผมจึงรับปากกับท่านไปว่า "ครับผม"
คำว่าเหลาใจ ผมคุ้นกับคำ ๆ นี้
เพราะได้ยินหลวงพ่อพูดกับหมู่คณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่บ่อย ๆ จนรู้สึกว่าเป็นคำที่เข้าใจง่าย
มีความหมายชัดเจนในตัว
แต่เพื่อความมั่นใจว่าที่เราเข้าใจนั้น ถูกต้องจริง ๆ หรือเปล่า จึงทำให้คิดอยากกราบเรียนถามจากหลวงพ่อ
แต่พอจะถามจากท่านโดยตรงแบบซื่อ ๆ ก็เกรงจะถูกเข้าใจว่า อะไรกัน อยู่ใกล้หลวงพ่อได้ยินได้ฟังเป็นประจำ ทำไมยังไม่รู้เรื่องเลยหรือ ผมจึงเลี่ยงโดยหาคำตอบจากทางอื่นเสียก่อน
ผมถามจากหลวงพี่หลาย ๆ รูป ที่ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเป็นประจำ ซึ่งท่านก็ได้เมตตาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้
แต่เป็นเพราะท่านอาจเข้าใจว่าผมคงต้องการคำตอบสำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมในขั้นสูงระดับขั้นอุดมศึกษาเช่นเดียวกับท่านก็เป็นได้
คำตอบที่ได้รับจึงมีความลุ่มลึกเป็นพิเศษ ด้วยความที่อยากได้คำจำกัดความ เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบาย
ให้ผู้เริ่มต้นปฏิบัติธรรมเข้าใจได้ง่ายๆ ทำให้ผมกลับมาเลือกวิธีที่จะถามจากหลวงพ่อโดยตรง และเพื่อป้องกันความเข้าใจว่าผมนี่ไม่เอาถ่าน
จึงได้กราบเรียนเพิ่มเติมไปว่า ผมขอคำตอบ
แบบที่หลวงพ่อตอบให้เด็กอนุบาลอย่างผมฟัง แล้วนักเรียนอนุบาลอย่างผมก็ได้รับคำตอบว่า ...
"การเหลาใจก็เหมือนกับการเหลาดินสอ ที่เราเหลาให้ปลายดินสอแหลม ๆ เพื่อที่เวลาปฏิบัติธรรมจะได้เข้ากลางได้คล่อง ๆ"
ฟังแล้วทำให้ผมนึกย้อนถึงที่ได้ยินได้ฟังหลวงพ่อสอนธรรมะที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสอนผ่านทางโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันฯ
ทางช่อง DMC หรือสอนในวันอาทิตย์ บ่อยครั้งที่หลวงพ่อถามว่าใครนึกองค์พระ นึกดวงได้บ้าง นึกให้ย่อได้ ขยายได้ นึกให้ใส ใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชรได้
คำถามที่หลวงพ่อถามเหล่านี้ ฟังเพลิน ๆ เหมือนการสนทนาทักทายทั่วไป แต่ทว่า นี่คือขั้นตอนหนึ่งที่หลวงพ่อกำลังฝึกลูก ๆ ทุกคนในการเหลาใจ
การเหลาใจก็เพื่อเหลาให้ใจยึดเกาะกับสิ่งที่เราต้องการ อยากให้เกาะเกี่ยวกับดวงใส ๆ หรือ องค์พระ เพื่อไม่ให้ใจที่ซัดส่ายไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งอื่น การเหลาใจเป็นการเตรียมความพร้อม
ถ้าเปรียบเป็นนักกีฬาก็เป็นเหมือนกับการฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแรง ก่อนที่จะลงสนามแข่ง แต่สำหรับนักปฏิบัติธรรม คือการซ้อมใจให้พร้อม เพื่อลงสนามทางใจในการทำหยุด ทำนิ่ง
ผมพยายามอธิบายกับตัวเองว่า แล้วทำไมหลวงพ่อถึงให้ความสำคัญและต้องการให้ผมหมั่นเหลาใจ อยู่เรื่อย ๆ
เป็นไปได้ว่า ถ้าเราจะวาดภาพสักภาพหนึ่ง ขั้นตอนเล็ก ๆ ที่ต้องเริ่มต้นลงมือทำอันดับแรก
คือ การเหลาดินสอ
การจะเริ่มวาดภาพ ก็คงต้องเริ่มต้นจากการเตรียมอุปกรณ์ในการวาดภาพให้พร้อม เช่นกันกับภาพภายในที่จะปรากฏแจ่มชัดได้นั้น
เราต้องเหลาใจเตรียมไว้ให้พร้อม
ถ้า "ใจ" เปรียบเหมือน ดินสอ ดินสอใจของเราแท่งนี้ ก็เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการปฏิบัติธรรม ที่เราต้องเหลาให้แหลม ให้คมอยู่เสมอ
เพื่อจะได้เข้ากลางได้คล่อง ๆ และเมื่อเราเตรียมอุปกรณ์จนพร้อมและเริ่มลงมือวาด ขณะที่เราวาดภาพไปเรื่อย ๆ ปลายแหลมของดินสอจะหดสั้นและค่อย ๆ ทู่ลง
ภาพที่ใช้ดินสอทู่ ๆ วาด จะได้ลายเส้นที่ทื่อ ๆ หยาบใหญ่ และไม่คม หากฝืนวาดต่อไป ภาพที่ได้ก็เป็นภาพที่มัว ๆ เลือนราง ไม่คมชัด
ถึงตอนนั้นเราจึงต้องกลับมาเริ่มต้นเหลาดินสอกันใหม่ มิน่าเล่า หลวงพ่อถึงบอกให้หมั่นเหลาใจไว้เสมอ ๆ เพราะขั้นตอนนี้มีความสำคัญยิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย
ผมชอบคำแต่ละคำที่หลวงพ่อนำมาใช้สอน
เพราะเป็นคำที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย
เข้ากับยุคสมัย และวัยของผู้ฟัง สำคัญคำที่หลวงพ่อเลือกมาใช้นั้น ฟังแล้วชวนให้ทำตาม
อย่างคำว่า เหลาใจ คำนี้กระตุ้นให้เราเกิดสนุกและอยากเหลา เพราะยิ่งถ้าเราสามารถเหลาให้แหลมให้คมได้เหมือนเข็ม
เราก็จะสามารถแทงทะลุทุกอย่างได้หมด ความละเอียดของใจ อยู่ลึกถึงไหน เราก็สามารถแทงไปถึงได้จนสุดหลวงพ่อบอกว่า ใจที่ทื่อ ๆ ทู่ ๆ ย่อมเข้ากลางได้ไม่สะดวก
ในบรรดาถ้อยคำมากมายทั้งหมด การที่หลวงพ่อจะนำถ้อยคำใด ถ้อยคำหนึ่งมาใช้ ผมว่าท่านคงต้องเลือกมาอย่างดีแล้ว
และคงไม่ใช่แค่เลือกอย่างเดียว ผมรู้สึกว่าก่อนที่จะนำมาใช้สอน ท่านคงจะต้องนำคำที่เลือกแล้วนั้นมาเหลาอีกที เหลาเอาเสี้ยนของคำออก
ให้ราบเรียบลื่นมนเหลือแต่แก่นของคำ เพื่อว่าเมื่อถ้อยคำเดินทางเข้าสู่หูผู้ฟังแล้ว นอกจากจะไม่ทำให้รู้สึกระคายหู ยังสามารถซึมผ่านพุ่งเป้าเข้าไปสู่ใจได้ในทันที
กว่าภาพที่เราวาดจะเสร็จสมบูรณ์ได้นั้น แน่นอนว่าพอวาด ๆ ไปเราคงต้องย้อนกลับมาเหลาดินสอ เหลาซ้ำ ๆ เช่นนี้อยู่หลายครั้ง
หากหลักของการเหลาใจ คือ การย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้น กลับมายังจุดแรก ซึ่งเป็นจุดที่เราคุ้นเคย จุดที่เรามั่นใจ กลับมาอยู่ในจุดที่เรามีความสุข
ผมคิดว่าการหาโอกาสกลับมาเอาใจใส่ในกิจกรรม
พื้นฐานชีวิตเดิม ๆ ให้มากขึ้น กิจกรรมที่เราห่างหายไปเพราะความเร่งรีบในการดำรงชีวิต ที่นับวันมีแต่จะแข่งขันกันสูงยิ่งขึ้น
หรือห่างหาย เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายที่ฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น หรือห่างไปเพราะมายาต่าง ๆ ที่ลวงล่อให้เราเข้าไปยึดติด
หากเราได้ถากถางเอาสิ่งที่เกาะกุมใจเหล่านี้ให้หลุดลอกออกไปบ้าง ผมว่าคงช่วยให้การดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรานั้นมีความสุขมากขึ้น
ถ้าลองเริ่มปล่อยวาง แล้วลองเหลาเอาเปลือกหนา ๆ ในชีวิตออกไปเสียบ้าง เหลาให้เหลือ แต่แก่นที่สำคัญแท้ของชีวิต
คงจะช่วยทำให้ความสุขที่สว่างใสจากใจภายในเผยออกมาปรากฏชัด ได้ง่ายยิ่งขึ้น
เราจะรู้สึกเบาและทำให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น ในไม่ช้าก็จะถึงจุดหมายที่เราต้องการ ถ้าเราหมั่นเหลาใจและเหลาชีวิตของเราอยู่เสมอ
เรื่อง : โค้ก อลงกรณ์

EmoticonEmoticon